<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<mods xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance" xmlns="http://www.loc.gov/mods/v3" version="3.1" xsi:schemaLocation="http://www.loc.gov/mods/v3 http://www.loc.gov/standards/mods/v3/mods-3-1.xsd">
  <titleInfo>
    <title>เพ่งพินิจเรื่องชีวิต</title>
  </titleInfo>
  <name type="personal">
    <namePart>ระวี ภาวิไล</namePart>
    <role>
      <roleTerm authority="marcrelator" type="text">creator</roleTerm>
    </role>
  </name>
  <typeOfResource>text</typeOfResource>
  <originInfo>
    <place>
      <placeTerm type="code" authority="marccountry">th</placeTerm>
    </place>
    <place>
      <placeTerm type="text">กรุงเทพฯ</placeTerm>
    </place>
    <publisher>ผีเสื้อ</publisher>
    <dateIssued>2547</dateIssued>
    <dateIssued encoding="marc">2004</dateIssued>
    <issuance>monographic</issuance>
  </originInfo>
  <language>
    <languageTerm authority="iso639-2b" type="code">tha</languageTerm>
  </language>
  <physicalDescription>
    <form authority="marcform">print</form>
    <extent>256 หน้า</extent>
  </physicalDescription>
  <abstract>เนื่องจากโลกปัจจุบันโดยทั่วไปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความนึกคิด หรือโลกทัศน์ชีวทัศน์แบบวัตถุนิยม ผู้เขียนจึงเห็นความจำเป็นที่ต้องเน้นแนวความนึกคิดที่ให้น้ำหนักเท่าเทียมกันแก่องค์ประกอบสองด้าน หรือสองประเภทของชีวิต กล่าวคือด้านจิตใจหรือนามธรรม และด้านกายหรือรูปธรรม แนวคิดวัตถุนิยมนั้นถือว่ารูปธรรมหรือวัตถุเท่านั้นทีมีอยู่จริง ส่วนความรู้สึกนึกคิดหรือจิตใจเป็นเพียงผลของปฏิกิริยาระหว่างสารวัตถุ เช่น ความรับรู้ทางตาก็เป็นเพียงกระแสประสาท หรือถ่ายทอดประจุไฟฟ้าจากปลายประสาทตาไปสู่สมอง  ในแนวคิดแบบนี้ชีวิตจึงเป็นเพียงปรากฏการณ์ของวัตถุ การให้น้ำหนักของจิตใจเท่าเทียมกับรูปกายหรือวัตถุ ก็โดยชี้ให้เห็นว่าวัตถุนั้นจะมีอยู่ก็โดยเมื่อมีการรับรู้เท่านั้น วัตถุที่กล่าวว่ามีอยู่โดยไม่มีผู้ใดรับรู้เลย นันไม่ได้ว่ามีอยู่ ข้อนี้เป็นข้อแย้งของนักปราชญ์ฝ่ายค้านวัตถุนิยม ซึ่งก็ไม่ใช่แนวคิดของผู้เขียน  ผู้เขียนมีความเห็นว่า ชีวิตเป็นสิ่งดีงามและมีคุณค่า ความเข้าใจที่ว่า พุทธธรรมมองโลกในแง่ร้ายเพราะเน้นเรื่องความทุกข์ เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด พระพุทธเจ้าทรงชี้นำให้บุคคลขจัดความทุกข์ในชีวิตด้วยความรู้จริง เพื่อเข้าสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ การตรัสรู้ของพระพุทธองค์เป็นสิ่งยืนยันว่า มนุษย์ทุกฅนสามารถทำเช่นนั้นได้ โดยพัฒนาชีวิตจิตใจของตน   สิ่งที่เป็นเงื่อนไขนำความสุขมาให้นั้น คือวัตถุ ซึ่งต่างต้องขวนขวายแสวงหามา ไม่ว่าจะเป็น ทรัพย์สิน บ้านช่อง ที่ดิน รถยนต์ แม้แต่บุคคลที่ตนรักใคร่ปรารถนาก็ตาม แนวความคิดแบบนี้นำชีวิตตนให้ตกอยู่ในภายใต้อำนาจของวัตถุ เพราะความสุขขึ้นอยู่กับวัตถุ ซึ่งอาจได้มาโดยการงาน ขอร้อง หยิบฉวย แก่งแย่ง ฯลฯ ทั้งโดยวิธีการที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง สุดแต่พื้นฐานทางจิตใจของแต่ละบุคคล  ผู้คุ้นเคยต่อการฝึกฝนควบคุมจิตใจ จะรู้ว่าความสุขอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ภายใต้อำนาจวัตถุ เพราะเมื่อใดจิตใจของฅนเราพัฒนาด้วยการฝึกอบรมจนมีความแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่านถึงระดับหนึ่งแล้ว ผู้นั้นก็ได้ลิ้มรสความสุขที่เกิดจากการที่ทั้งกายและใจสงบระงับ ความสุขประเภทนี้ไม่อยู่ภายใต้วัตถุ ซื้อหาแย่งชิงกันไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละฅนที่จะฝึกฝนอบรมตัวเอง  ในโลกปัจจุบันซึ่งผู้ฅนจำนวนมากต่างแข่งขันแย่งชิง ครอบครองวัตถุ เพราะเข้าใจผิดว่าแหล่งบันดาลความสุขชนิดเดียวนั้น การรู้แหล่งความสุขที่ละเอียดอ่อนประณีตกว่า ควรจะช่วยลดพฤติกรรมอันก่อความทุกข์ร้อนในสังคมที่เกิดเพราะการแก่งแย่งทางวัตถุ และมีจิตใจเป็นทาสของวัตถุได้ตามสมควร  ในการจัดพิมพ์ได้ให้ชื่อหนังสือว่า 'เพ่งพินิจเรื่องชีวิต' ผู้สนใจจะเลือกอ่านตอนใดเวลาใดก็ได้  ระวี ภาวิไล  ๙ เมษายน ๒๕๒๗</abstract>
  <note type="statement of responsibility">ระวี ภาวิไล</note>
  <subject>
    <topic>ชีวิต</topic>
  </subject>
  <subject authority="">
    <topic>พุทธภาษิต</topic>
  </subject>
  <subject authority="">
    <topic>การปฏิบัติธรรม</topic>
  </subject>
  <classification authority="ddc">294.315 ร117พ</classification>
  <identifier type="isbn">9741402627</identifier>
  <recordInfo>
    <recordContentSource authority="marcorg">KASET</recordContentSource>
    <recordCreationDate encoding="marc">060105</recordCreationDate>
    <languageOfCataloging>
      <languageTerm authority="iso639-2b" type="code">tha</languageTerm>
    </languageOfCataloging>
  </recordInfo>
</mods>
